สั่งสอบ 3 แอปสั่งอาหารจีนในไทย พบ 1 รายเข้าข่ายต่างด้าวไร้ใบอนุญาต
ลุยสอบ 3 แอปสั่งอาหารจีนในไทย พบ 1 รายเข้าข่ายต่างด้าวไร้ใบอนุญาต จับตาเครือข่ายโรงแรม-ร้านอาหารกว่า 25 บริษัท พร้อมเร่งขยายผลปมนอมินี
จากกรณีที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่มุ่งให้บริการกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านห้วยขวาง สุทธิสาร รัชดา พระราม 9 รวมถึงเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งตัวแอปพลิเคชันมีการใช้งานเป็นภาษาจีนทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสงสัยและมีการตั้งคำถามถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและความถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุด นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างตรวจสอบบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันทั้ง 3 รายที่ปรากฏเป็นข่าว โดยพบว่าทั้งหมดได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยแล้ว ซึ่งบริษัทแรกจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2563 บริษัทที่สองจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 และบริษัทที่สามจดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566
เบื้องต้น กรมได้เข้าไปตรวจสอบสถานะการถือหุ้นของทั้ง 3 บริษัท เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวเข้าข่ายธุรกิจบริการตามบัญชี 3 (21) ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งกำหนดให้คนต่างด้าวต้องขออนุญาตก่อนประกอบกิจการ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่ได้อยู่ในประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎกระทรวง
ผลการตรวจสอบพบว่า จาก 3 บริษัท มี 1 บริษัทที่มีสถานะเป็นต่างด้าว เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% และยังไม่ได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจ ส่วนอีก 2 บริษัทมีสถานะเป็นบริษัทไทย เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบรายละเอียดด้านการลงทุนเพิ่มเติมต่อไป
ส่วนกรณีโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจต่างๆ ในย่านห้วยขวางที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันดังกล่าว และมีรายงานว่าพบกว่า 25 บริษัทนั้น นายพูนพงษ์ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก เป็นกิจการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ การตรวจสอบจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ หากต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะตรวจสอบว่ามีการขออนุญาตประกอบธุรกิจหรือไม่ แต่หากต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% และมีคนไทยถือหุ้นแทน ก็จะตรวจสอบประเด็นการใช้นอมินี โดยทั้งสองกรณียังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิด จะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาล โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท
สำหรับแนวโน้มการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติ นายพูนพงษ์ระบุว่า ในภาพรวมปัญหาลดลง โดยตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ระดมกำลังจาก 6 กองงานร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มข้น ส่วนกรณีที่ยังพบเห็นอยู่จำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบริษัทกว่า 95,000 รายที่สะสมมานานกว่า 20-30 ปี และกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญในขณะนี้ คือการป้องกันไม่ให้เกิดรายใหม่เพิ่มขึ้น พร้อมทยอยตรวจสอบและดำเนินการกับรายเก่าที่จดทะเบียนมานาน
ส่วนกรณีที่แอปพลิเคชันใช้ภาษาจีนทั้งหมดนั้น นายพูนพงษ์ ระบุว่า ยังไม่ถือเป็นสาระสำคัญในการชี้ว่ามีความผิด แต่เป็นเพียงพฤติการณ์ประกอบการพิจารณา โดยประเด็นหลักยังอยู่ที่โครงสร้างการถือหุ้นและการตรวจสอบการลงทุนท หากพบว่าผู้ถือหุ้นไทยถือหุ้นเพียงในนาม โดยเงินลงทุนทั้งหมดเป็นของต่างชาติ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานใช้นอมินี
นอกจากนี้ ยังพบกรณีที่บุคคลเชื้อสายต่างชาติได้รับสัญชาติไทย และเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 51% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นบริษัทไทยโดยทันที ซึ่งแม้ปัจจุบันยังพบไม่มาก แต่เริ่มมีให้เห็นแล้ว และถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นคนไทยตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะยังคงตรวจสอบเส้นทางการเงินเช่นเดียวกับกรณีอื่นๆต่อไป
พร้อมกันนี้ นายพูนพงษ์ยอมรับว่า การป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานตามภารกิจที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีร้านค้าที่เข้าร่วมอยู่บนแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นจำนวนมากนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะพิจารณาตรวจสอบตามความจำเป็น โดยจะเลือกดำเนินการในส่วนที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการตรวจสอบเป็นสำคัญ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB